สร้าง 5 นิสัยนี้! แล้วคุณจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สร้าง 5 นิสัยนี้! แล้วคุณจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นิสัยข้อ1 : เบรควันละนิด จิตแจ่มใส

ถ้าในขณะที่เพื่อนร่วมงานของคุณใช้เวลาว่างนิดๆ หน่อยๆ มานั่งจิบกาแฟ หรือยกโขยงกันไปรับประทานอาหารกลางวัน แต่ตัวคุณกลับนั่งจมจ่อมทำงานอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวี่วันโดยไม่คิดจะขยับก้นลุกไปไหนล่ะก็ ขอให้เลิกเถอะ นิสัยแบบนั้น! เพราะการที่คุณคร่ำเคร่งกับงานแบบไม่ยอมเปลี่ยนอิริยาบถน่ะ ไม่เพียงจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ แต่ยังส่งผลเสียต่องานด้วย

จริงอยู่ การนั่งทำงานอย่างขยันขันแข็งเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นไม่ยอมให้ตัวเองได้ลุกขึ้นไปทานอาหารระหว่างวัน หรือหาเวลาไปจิบกาแฟผ่อนคลายอารมณ์อย่างใครเขา

และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำตัวขยันจนหอบอาหารมานั่งทานหน้าจอคอมพ์ เพราะนอกจากร่างกายจะรับสารอาหารได้ไม่เต็มที่เนื่องจากการรับประทานอย่างเร่งรีบแบบลวกๆ ทั้งไม่ใส่ใจในคุณภาพของอาหารเท่าที่ควรแล้ว สมาธิซึ่งถูกแบ่งให้ไปอยู่ที่จานข้าวในมือและไปอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมๆ กันนั้น ในที่สุด ก็จะส่งผลให้คุณไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะไม่สามารถจดจ่อกับงานได้ดีพอ

เช่นที่ Christine Hohlbaum นักเขียนเจ้าของผลงาน The Power of Slow : 101 Ways to Save Time in Our 24/7 World บอกไว้ว่า “การทำงานไปด้วยกินและข้าวไปด้วยน่ะ มันไม่ได้ช่วยให้คุณมีสมาธิกับงานได้ดีนักหรอกนะ”

คริสตินแนะนำว่า คุณควรจะแยกแยะเวลาให้เป็น เมื่อถึงเวลาพักรับประทานอาหาร ก็ควรจะทานอย่างเป็นกิจลักษณะ ให้ร่างกายได้พักและท้องได้อิ่มอย่างพอเหมาะพอดีโดยไม่ต้องพะวักพะวนกับงานบนโต๊ะ

นอกจากนั้น เธอยังแนะนำว่า ในแต่ละช่วงของวัน เช่น ก่อนเริ่มงานในตอนเช้า ประมาณ 5 นาที หรือก่อนเริ่มงานช่วงบ่ายประมาณ 10-15 นาที ลองหาวิธียืดเส้นยืดสาย เช่น เดินออกกำลังกาย, อ่านหนังสือที่ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน, ชวนเพื่อนร่วมงานพูดคุยเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย, ทักทายคนรอบข้างด้วยอัธยาศรัยไมตรี , หรืออาจพักสายตาด้วยการเหม่อมองวิวนอกหน้าต่างบ้าง

แม้อาจเป็นกิจกรรมระหว่างวันที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่วิธีผ่อนคลายง่ายๆ อย่างที่กล่าวมานี่แหละ จะช่วยให้คุณสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น และพร้อมรับมือกับงานที่เหลืออยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นิสัยข้อ2 : อย่า ‘จัดหนัก’ มื้อกลางวัน! เพราะหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน

You are what you eat คำกล่าวนี้ยังคงเป็นจริงเสมอ สำคัญกว่านั้น ยิ่งถ้าคุณทานเยอะ หรือทานอาหารหนักๆ ในมื้อกลางวัน สิ่งที่ทานเข้าไปก็จะส่งผลให้คุณเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอนในช่วงบ่าย สมดังคำที่ว่า ‘เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน’ ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากง่วงเหงาหาวนอนพาลให้เฉื่อยชาซึมกะทือ ก็ควรจะเปลี่ยนจากอาหารหนักๆ อย่างพาสต้าจานโตหรือข้าวมันไก่แบบพิเศษเน้นข้าวเน้นหนัง มาเป็นอาหารจานเบาๆ อย่างสลัด หรือไม่ก็ขนมขบเคี้ยวเล็กๆ อย่างคุ้กกี้หรือขนมปังกรอบบ้างก็ได้

เพราะการกินเยอะในมื้อเที่ยงแล้วทำให้ง่วงในช่วงบ่ายนั้น ไม่ใช่เรื่องที่พูดกันเล่นๆ ไร้สาระ แต่มีข้อมูลทางโภชนาการยืนยันด้วย ดังคำแนะนำจาก Kari Kooi ผู้ช่วยนักโภชนาการ แห่ง The Methodist Hospital in Houston กล่าวว่า

“การกินอาหารปริมาณเยอะๆ จะทำให้คุณเกิดความรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน นั่นเป็นเพราะร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างมาก ในการดูดซับสารอาหาร”

เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณก็ควรลองเลือกทานอาหารที่มีคุณภาพ และขณะเดียวกันร่างกายก็สามารถดูดซับได้ง่าย เช่นพืชผัก ธัญญาหาร หรือข้าวกล้อง ส่วนโปรตีนนั้น อาจลองเปลี่ยนจากเนื้อชิ้นโตเป็นเนื้อปลาหรือเนื้อไก่ดูบ้าง และควรหลีกเลี่ยงอาหารแช่แข็งตามร้านสะดวกซื้อ เพราะไม่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอเทียบเท่าอาหารปรุงสด

นอกจากนั้น คาริยังแนะนำเพิ่มเติมว่า หากระหว่างวันทำงานที่ยังเหลืออีกหลายชั่วโมง คุณเกิดหิวขึ้นมาอีก ให้ลองหาขนมขบเคี้ยวจำพวกถั่วหลากหลายชนิดมาเคี้ยวเพลินๆ ก็นับเป็นการแก้หิวที่มีประโยชน์ หรือไม่ก็อาจคลายหิวด้วยคุ้กกี้หรือขนมปังกรอบชิ้นเล็กๆ ก็ได้

คาริย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องทานให้อิ่มจนเกินไปนัก เพียงแค่คลายหิวและทานขนมบ้างเล็กน้อยเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเอาไว้ เพียงเท่านั้น ก็จะทำให้คุณกระปรี้กระเปร่าได้ตลอดทั้งบ่ายไปจวบจนเลิกงานโดยไม่ต้องอ้าปากหาวและฝืนทนกับอาการง่วงงุนเหมือนที่เคย

 

สร้าง 5 นิสัยนี้! แล้วคุณจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นิสัยข้อ3 : จดลิตส์ จัดระบบความคิด

หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตมักเป็นเรื่องเกินคาดเดา แต่สำหรับเรื่องที่เราสามารถควบคุมได้ การจดลิสต์ (list) หรือทำบันทึกจัดลำดับความสำคัญสิ่งที่ต้องทำก่อน-หลัง ก็นับเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา

อาทิ วันนี้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับนำเสนอผลงานเกิดชำรุด ใช้การไม่ได้ สำหรับบางคนอาจตกอกตกใจจนขาดสติ แต่ถ้าคุณมีอุปนิสัยที่มักจดบันทึกสิ่งต่างๆ และคอยจัดลำดับหัวข้อการทำงานเอาไว้เสมอ อาจทำให้คุณสามารถนำเสนอผลงานต่อหัวหน้าและที่ประชุมได้อย่างน่าสนใจโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านั้น

เห็นไหม ว่าการเผชิญปัญหาในยามหน้าสิ่วหน้าขวานได้อย่างมีสติและรับมือกับมันได้อย่าง ‘มืออาชีพ’ นี่แหละ ย่อมทำให้เพื่อนร่วมงานชื่นชมในตัวคุณ เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามการจดบันทึกเป็นอันขาด ฝึกให้เป็นนิสัย แล้วมันจะช่วยจัดความคิดของคุณเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ไม่ต่างจากที่ Vicki Milazzo ผู้เขียนหนังสือ Wiked Success Is Inside Every Woman พูดไว้ว่า

“ผู้คนไม่น้อยรู้สึกว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากแผนที่ตนวางไว้คือ หายนะของชีวิต แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง พวกเขากลับมองว่าผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนั้น ก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ที่สามารถรับมือได้”

ลองเลือกดูก็แล้วกัน ว่าคุณจะเป็นอย่างไหน!?

นิสัยข้อ4 : กล้าที่จะปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น

ท้ายที่สุด เคล็ดลับสำคัญของคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทำงานได้อย่างมั่นอกมั่นใจไร้แรงกดดันก็คือ พวกเขาเหล่านั้นมีความกล้าหาญ ชัดเจน และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง พวกเขารู้ว่า เมื่อใดควรจะปฏิเสธเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา และปฏิเสธอย่างไรให้แลดูสุภาพ นุ่มนวล แต่ก็หนักแน่นที่สุดเช่นกัน ซึ่งอาจมีหลากหลายวิธีให้คุณลองนำไปปรับใช้ตามแต่ละสถานการณ์

สำหรับกรณีที่คุณมีเพื่อนร่วมงานหรือมีเจ้านายจู้จี้ขี้บ่น คุณอาจแก้ปัญหาแบบเบาะๆ ด้วยการใช้ ‘อวัจนภาษา’ หรือภาษากายแบบไร้คำพูด นั่นก็คือ ใช้วิธีสวมหูฟังอันใหญ่ๆ และตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์งานของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังยุ่งและจดจ่อกับงานสำคัญ อยู่ในโลกส่วนตัวที่ไม่อยากสนทนาหรือให้ใครเข้ามากวนในเวลานั้น

แต่สำหรับในกรณีที่คุณได้รับมอบหมายงานที่เกินเลยขอบข่ายความรับผิดชอบไปมากโข หรือเกิดเหตุการณ์เข้าใจผิด หรือมีการไหว้วานในเรื่องใดๆ ที่คุณรู้สึกว่าไม่เหมาะสมและไม่ใช่สิ่งที่คุณควรทำ วิธีที่ดีที่สุดคือ การบอกปฏิเสธไปตรงๆ ให้ชัดเจน หรืออาจใช้วิธีอะลุ้มอล่วยด้วยการขอให้หัวหน้าจัดลำดับความสำคัญ และชี้แจงถึงรายละเอียดของเนื้องานที่เขาต้องการให้คุณทำ หากไม่ใช่งานที่คุณถนัดนักก็บอกไปตามตรง แต่ขณะเดียวกันก็ขอรับฟังคำแนะนำอันเป็นประโยชน์ด้วย

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อลูกน้องเอ่ยคำว่า ‘ไม่’ หัวหน้าส่วนใหญ่ก็มักเข้าใจได้ในทันทีว่าผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่แฮปปี้นักกับชิ้นงานที่ถูกมอบหมายให้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็อย่าลืมเด็ดขาดว่าการเอ่ยปฏิเสธในแบบของคุณนั้น ต้องไม่ทำให้หัวหน้ารู้สึกว่าคุณเป็นศัตรูกับเขา

คุณควรหาวิธีที่ทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่คุณทำเสมอมาและจะทำตลอดไปก็คือ การทำงานเพื่อเขา และเพื่อองค์กรนั่นเอง เพียงแต่งานครั้งนี้มันเกินความสามารถที่คุณจะรับมือได้ไหว หากมีศิลปในการพูดและมีความกล้าที่จะเปิดเผยอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา ก็คงไม่มีหัวหน้าที่ไหนจะใจไม้ไส้ระกำ หักน้ำใจหรือฝืนใจลูกน้องได้ลงคอ

นิสัยข้อ5 : ทำงานอย่างเต็มความสามารถ ด้วยลีลาของมืออาชีพ

จริงอยู่ ไม่มีใครในโลกสมบูรณ์แบบ 100% แต่สำหรับความสมบูรณ์แบบในการทำงานนั้น เราทุกคนสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยการสั่งสมประสบการณ์ ผสานกับความมุ่งมั่นตั้งใจและรู้จักบริหารจัดการ จัดสรรเวลาให้พอเหมาะพอดี แน่นอนว่าการกดดันตัวเองให้ทำงานออกมาให้ดีที่สุดนั้น อาจไม่ใช่หนทางที่เหมาะนัก เพราะจะทำให้คุณเครียดกับงานจนเกินไป กระทั่งอาจเกิดความรู้สึกต่อต้าน ซังกะตายและขาดความกระตือรือร้น

ดังนั้น หนทางที่จะช่วยให้คุณทำงานออกมาได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพและทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพของตน จึงไม่พ้นการรู้จักแสวงหา ‘สมดุล’ ค้นให้พบถึงหลักการทำงานอย่างมืออาชีพ การทำงานแบบเก๋าเกม ทำงานอย่างคนที่มีชั่วโมงบินสูง เคยสงสัยไหมว่าอะไรทำให้คนรุ่นเก๋าเหล่านั้น สร้างงานเจ๋งๆ ได้โดยที่พวกเขาไม่เคยมีทีท่าหมองหม่น เก็บกด หรือเคร่งเครียดจนเกิดอาการ ‘ประสาทรับประทาน’

เคล็ดลับที่ว่านั้น อาจอยู่ที่คำจำกัดความสั้นๆ อย่าง ‘สมดุล’ นี่เอง มันคือเส้นแบ่งระหว่างการทุ่มเทให้สุดตัวสุดใจและการรู้จักถอยมาตั้งหลักเพื่อมองภาพรวม เพราะเมื่อนั้น คุณจะเห็นอะไรๆ ชัดขึ้น และแก้ปัญหาได้ตรงจุด ส่งผลให้งานไร้จุดบอดจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ ในที่สุด

ร่วมให้กำลังใจกัน ด้วยการแสดงความคิดเห็น

>

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *