รีวิวการทำอาหารเสริมลูกรักวัย 6-9 เดือน สำหรับคุณแม่ทำงานเวลาน้อย

menu1

 

คุณ flower over the moon

“คงมีแม่อีกหลายๆท่าน ตกที่นั่งเดียวกัน
อยากทำอาหารให้ลูกทานเองจากมือแม่
แต่ไม่มีเวลาทำได้ทุกวัน ทุกมื้อ

แล้วก็สงสัยว่าอาหารแช่แข็งถ้าจะเอาออกมาอุ่น จะทำยังไง
จะให้ลูกกินยังไง
เลยเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนให้เพื่อนๆดู
ตามแบบบ้านๆของเรานะจ๊ะ
………………………………….
ทั้งหมดที่ทำนี่ เป็นภาพของหลายเดือนที่แล้วนะคะ
ตอนนี้เราไม่ได้ทำแบบนี้แล้ว ลูกโตพอที่จะกินอาหารหยาบ
เราเลยไม่ได้ทำอาหารบดแบบนี้ให้แล้วค่ะ

วิธีการทำแบบนี้จะเหมาะกับคุณแม่ทำงานนอกบ้านที่ไม่มีเวลาทำเองทุกมื้อ
สำหรับเด็กกำลังเริ่มทานอาหารเสริมนะคะ
แค่ช่วงเดือนที่ 6-8 หรือเก้าแค่นั้นเองค่ะ ^_^

menu2

เราทำอาหารแบบแช่แข็งเก็บไว้ ช่วงเดือนที่หกถึงเดือนที่แปด
จะทำไว้ครั้งละสองสัปดาห์

เนื่องจากลูกจะกินอาหารเสริมวันละครั้ง
ก็หยิบออกมาแค่วันละขวด

ไม่ได้ทำอาหารสดให้ลูกทุกวัน เพราะตอนเช้าพออาบน้ำให้ลูกเสร็จ
ตามด้วยให้ลูกกินนมจากเต้าเรามีฟาร์ม
แม่มันก็จะตาลีตาเหลือกออกบ้านตอนหกโมงครึ่งถึงเจ็ดโมงเช้า *_*
ปล่อยลูกไว้กับแม่สามี ซึ่งเลี้ยงคนเดียวเป็นหลัก มีแม่บ้านอยู่ด้วย

แต่คุณย่าจะเลี้ยงหลานเองทุกอย่างไม่ยอมให้แม่บ้านช่วยเลย กลัวทำสกปรก
(เวอร์มาก แต่ย่าเค้าเป็นงี้จริงค่ะ ย่าเป็นพยาบาลอนามัยจัดว่ามากกกกก)

ประกอบกับอ่านในสารานุกรมการเลี้ยงดูเด็ก
เค้าบอกว่าคุณแม่ที่ไม่มีเวลา
การเอาอาหารแช่แข็งหรืออาหารสำเร็จรูปให้ลูกทาน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เอาเวลาที่ทำอาหารทุกมื้อ มาเล่นกับลูก หรือพาลูกเดินนอกบ้านดีกว่า

การทำอาหารแบบนี้ เราทำแค่ไม่กี่เดือน
เดือนที่แปดถึงเดือนที่สิบ เปลี่ยนเป็นทำอาหารสัปดาห์ละครั้ง

ลูกเรากินนมไม่ค่อยเก่ง แต่กินข้าวเก่ง
หมอเลยให้ลูกเราทานอาหารเสริมสองมื้อ

ปัจจุบัน
ลูกสาวเราตอนนี้อายุ 11 เดือนแล้ว
ไม่กินอาหารเสริมแบบบดละเอียด
สบายขึ้นค่ะ ไม่ต้องใช้ที่บดอาหาร
ไม่ต้องทำอะไรมากมายเหมือนช่วงเดือนที่หก เจ็ด แปด เก้า

ดังนั้น ภาพอาจมีไม่ครบ ไม่ค่อยได้เก็บภาพตอนทำ
จินตนาการเองนิดนุงด้วยจ๊ะ

menu3

ขอเริ่มด้วยการเลือกซื้ออาหาร

เราจะไปซื้อของสดบ่ายวันเสาร์

สำหรับลูกอ่อน ซึ่งสารเคมีทุกอย่างถึงแม้จะนิดเดียวก็ตาม
มันมีผลต่อระบบร่างกายลูกทั้งนั้น
เราจะเลือกซื้อแต่ อาหารที่มีคำยืนยันว่า ปลอดสารพิษ
ไม่มีสารเร่งเนื้อแดง ไม่มีสารเร่งฮอร์โมน

ทั้งหมู ไก่ ปลา ผัก ผลไม้ ทุกอย่างต้องเป็น organic แพงหน่อย
(ไม่หน่อยละ..ไม่เข้าใจว่าการที่จะปลูกผักแบบบ้านๆ
กะเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่โดยไม่ต้องใช้สารมันลำบากมากขึ้นหรืออย่างไรเน๊อะ)

ส่วนใหญ่เราใช้ของ S-Pure กะ วงจรคุณภาพคาร์ฟูร์ค่ะ
ทั้งหมดที่เลือกซื้อไม่ได้ตามไปดูถึงที่หรอกว่าดีอย่างไร
แต่มีคำยืนยันที่ทำให้สบายใจขึ้นนิดหน่อย
ว่าลูกไม่ได้สารเร่งปฏิกริยาต่างๆ

ข้าว เราใช้จมูกข้าวกล้องของหงษ์ทองค่ะ ง่ายดี
สำหรับคนที่สงสัยว่า ถ้ากินข้าวกล้องแล้วลูกจะถ่ายยากหรือไม่
เราไม่ทราบค่ะ แล้วแต่เด็ก แต่ลูกเราถ่ายดีค่ะ
ไม่มีปัญหาท้องผูก หรือถ่ายยาก
ตั้งแต่เริ่มทานอาหารเสริมก็ถ่ายหนักวันละครั้ง อึ๊นิ่มไม่แข็ง

menu4

เช้าวันอาทิตย์ เมื่อสามสี่เดือนที่แล้ว จะเป็นวันทำอาหารของเราค่ะ
อาหารสดที่ซื้อก็จะหมุนวนไป

ผัก เช่น
ฟักทอง มันฝรั่ง ข้าวโพด (carb) หัวผักกาด บล็อกโครี่
ผักตำลึง ผักบุ้ง ปวยเล้ง ผักโขม คะน้า แครอท
หัวหอม มะเขือเทศ เห็ดเข็มทอง เห็ดฟาง

โปรตีน เช่น
ตับไก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู ซี่โครงอ่อน กระดูกซุบ เต้าหู้อ่อน
เนื้อปลาน้ำจืด(ปลาทับทิม ปลานิล ปลาช่อน ปลากะพง ปลาเก๋า
(ปลาทะเล แต่เราเคยเผลอทำให้กินแล้วไม่แพ้ ก็เลยตามเลย )

วิธีทำ
น้ำซุบ
ตั้งน้ำร้อนต้มกระดูก(ไก่/หมู แล้วแต่) ใส่ตับ หมู/ไก่ ลงไปต้มด้วย
กับหั่นหัวหอมโยนลงไป น้ำซุบจะหวานหอมค่ะ เคี่ยวไว้ครึ่งวัน

ทิ้งให้เย็น แล้วตักใส่ขวดแก้ว หรือเทใส่ถาดน้ำแข็งทำเป็นบล็อกก้อน

ข้าว
ต้มจมูกข้าวกล้องให้นิ่ม น้ำที่ใช้ต้มข้าวก็ใช้น้ำซุบที่เราต้มเคี่ยวไว้แล้วเลยค่ะ เติมน้ำลงไปเรื่อยๆจนข้าวนิ่ม

ผัก เราจะล้าง แล้วหั่นเปลือกออก ซอยแล้วค่อยเอาไปนึ่งค่ะ

menu5

ต้ม นึ่ง ทอด ตุ๋น ของบ้านเรา ทำพร้อมกันหมดค่ะ

menu6

เมื่อต้ม นึ่ง ทอด ตุ่น จนวัตถุดิบทั้งหลายสุกได้ที่หมดแล้ว
เราก็ยกมาไว้ด้วยกัน มีหม้อข้าวต้ม หม้อน้ำซุบ และผักที่นึ่งแล้ว เนื้อสัตว์ที่สุกแล้ว

menu7

ตั้งเครื่องบดอาหารไว้
ใส่ข้าวลงไปบดก่อนเป็นเบสแล้วตามด้วยเนื้อสัตว์หนึ่งชนิดผักอีกหนึ่งชนิด
แต่ละขวดก็จะเป็นเมนูประมาณนี้ค่ะ
ข้าว+ตำลึง+หมู ,
ข้าว+แครอท+ไก่,
ข้าว+ผักบุ้ง+เต้าหู้,
ข้าว+ผักปวยเล้ง+ไก่,
ข้าว+บล็อกโคลี่+ตับไก่,
ข้าว+เห็ด+ตับไก่
ข้าว+ผักโขม+ปลาช่อน,
ข้าว+ผักปวยเล้ง+ปลาช่อน
ข้าว+แครอท+เต้าหู้
บางอารมณ์ขยันขึ้นมาอีกก็เป็นพวก มันฝรั่งบด ซุบเห็ด

ที่จริงการทำแต่ละครั้งจะใช้วัตถุดิบไม่เยอะอย่างที่เขียนนะคะ
อาจจะซื้อแค่ผักสี่อย่าง แล้วเอามาบดรวมกับเนื้อสัตว์
หมุนผักหมุนเนื้อไปมาก็ได้หลายเมนูแล้วค่ะ

menu8

เมื่อบดอาหารเสร็จแต่ละอย่างก็เทใส่ขวดแก้ว
ก่อนเอามาใช้ก็นึ่งฆ่าเชื้อให้เรียบร้อยทั้งขวดทั้งฝา
เราใช้ขวดแก้วของอาหารสำเน็จรูปไฮนน์ค่ะ
(ได้ของลูกพี่สาว เค้าเก็บไว้เยอะ เลยเอามาใช้สะดวกดี)
กับขวดซุบไก่สกัด ขวดรังนก ใช้ได้หมด

menu9

ข้อพึงสังเกต
ที่ไม่ทำข้าวต้มสารพัดประโยชน์
เพราะตำราเค้าให้กินอาหารไปทีละอย่าง
เพื่อจะได้รู้ว่าลูกเราแพ้หรือไม่แพ้อะไรบ้างค่ะ
ถ้าทานทุกอย่างรวมกัน เราจะเดาไม่ถูกเลยว่าที่เป็นตุ่มขึ้นรอบปาก
หรือไอ้ที่ตาบวมเนี่ยกินอะไรเข้าไป

อย่างลูกเราแพ้ไข่แดง ค่ะ
ทานครั้งแรกรอบปากเป็นตุ่มแดงปื้ดเลย ลองครั้งที่สองก็เหมือนเดิม
สรุปช่วง 6-8 เดือน เลยไม่ได้ให้ทานไข่แดง
พอเดือนที่เก้าลองเทสต์อีกครั้งไม่แพ้แล้ว
ก็เสริมไข่แดงเข้าไปในแต่ละวันด้วยค่ะ

หรือแป้งสาลี ลูกเรากินแล้วตาบวมปิดเลย
จนถึงบัดนาวก็ยังทานไม่ได้ เคยลองครั้งที่สองก็ยิ่งบวม

ทุกครั้งเอาอะไรให้ทานต้องดูฉลากอาหารดีๆก่อนค่ะ
แต่แป้งอย่างอื่นไม่เป็นนะคะ ขนมไทยทานได้
ข้าวควบ(ข้าวเกรียบว่าวก็ทานเอร็ดอร่อยเลย)

เสร็จแล้วรอเย็นอีกนิดนึงเอาเข้าฟรีซเลยค่ะ
(จริงๆ เราแทบจะเอาไปบล๊อกเย็นในช่องฟรีซเลยล่ะ)
ในรูปก็ฟรีซทั้งหมดรวมทั้งขวดน้ำซุบด้วย

menu10

แต่ละวันเราจะเอาออกจากช่องฟรีซตอนกลางคืนมาไว้ช่องธรรมดา
วันละขวด ( ช่วง 6-9 เดือน กินอาหารเสริมแค่วันละมื้อ)

ภาพบนเป็นภาพเดิม
ส่วนในภาพล่างนั่นตัวอย่างการเอาออกจากช่องฟรีซมาไว้ช่องธรรมดา

พอดีเราเพิ่งถ่ายเมื่อคืน ไม่มีภาพอันเดิมถ่ายไว้เลย
ที่เป็นขวดสีๆนั่นเป็น ขวดผัก ขวดเนื้อแยกกันแล้วค่ะ
ไม่ใช่ข้าวบดรวม เพราะตอนนี้ ลูกเรากินวันละสามมื้อแล้ว
และวิธีการทำไม่เหมือนเดิม เลยดูแปลกไปจากภาพอื่นหน่อย
เพราะไม่บดรวมกับข้าว แต่บดแยกผักแยกเนื้อ
แล้วค่อยเอามาประกอบอาหารตามใจชอบค่ะ

menu11

เมื่อถึงมื้ออาหารเราก็เอาขวดจากตู้เย็น มาอุ่นแบบนี้ค่ะ
เราไม่ได้ใช้ไมโครเวฟ เพราะแม่สามีไม่ยอมใช้
ไม่ไว้ใจความสะอาด *_*และต้มทั้งขวดแบบนี้เลย

menu12

เมื่ออุ่นเสร็จ ทั้งขวดข้าวและขวดน้ำซุบทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะได้ประมาณนี้
(ภาพและอาหารไม่สัมพันธ์กันนะคะ ไม่เคยได้ถ่ายทำทั้งขั้นตอน
หยิบภาพออกมาจากแต่ละเดือนที่มีเก็บไว้)

menu13

เวลาย่าให้หลานกินก็จะเป็นแบบนี้ เสร็จแล้วค่ะ จบกระบวนการทำอาหารเสริมจนถึงลูกอิ่มพอดี”

menu14

 
ขอบคุณที่มา : PanTip

ร่วมให้กำลังใจกัน ด้วยการแสดงความคิดเห็น

>

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *