เมื่อความรวยทำร้ายสุขภาพตัวเอง นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

เมื่อความรวยทำร้ายสุขภาพตัวเอง

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)

ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

American Board of Anti-aging medicine

drkrisda@gmail.com

คนมีสตางค์ทำอะไรก็ไม่ผิด?

                แต่ถ้าคิดใหม่ก็คือ

                คนมีสตางค์อาจถูกเชียร์ให้รักษาสุขภาพแบบผิดๆ

ยกตัวอย่างง่ายๆว่า  ถ้าท่านยังสุขภาพดีก็อาจมีคนมาเชียร์ขายวิตามินและอาหารเสริมจากทั่วทั้งยุทธภพ

แต่ถ้าลงป่วยขึ้นมาเมื่อไร ละก็

จะถูกเชียร์ให้ตรวจเยอะ ทั้งเจาะเลือด สแกนเข้าอุโมงค์ ส่องกล้อง และอะไรต่อมิอะไรอีกมาก

เมื่อถึงคราวต้องรักษา  ถ้ามีสตางค์มาก ก็จะมีแนวโน้มว่าท่านจะได้รับข้อเสนอของการรักษาที่ “ครอบจักรวาล”

  • ยาเยอะๆ เอาให้หลายชนิดครอบจักรวาลเข้าไว้  ป้องกันมันไปเสียทุกโรค  จนลืมไปว่าคนไข้อาจอิ่มยาก่อนข้าว
  • ไม่ค่อยอยากรอดูอาการ  แต่ท่านจะถูกพาไปทำการผ่าตัดได้โดยเร็วเพราะท่านมีทุนทรัพย์รองรับอยู่เพียบ

มิหนำซ้ำตัวท่านเองก็อาจเคลิ้มๆเชื่อไปด้วยว่า ผ่าๆไปเถอะเพราะ “มันจำเป็น”

มีหลายกรณีครับที่คนไข้อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวว่ายังไม่ต้องกินยาก็ได้หรือยังไม่ต้องผ่าตัด  แต่เมื่อมีสตางค์ที่จะจ่ายได้แล้ว  แพคเกจการผ่าตัดพร้อมห้องเดี่ยวสุดหรูเพื่อพักฟื้นก็จะถูกนำมาเสนอ  เผลอๆกลายเป็นเรื่องฉุกเฉินรอไม่ได้ไป

แต่ลองไม่มีสตางค์สิครับ  ข้อเสนอเปลี่ยนไปอีกแบบแน่

ยุคนี้มาเก็ตติ้งเทพยิ่งนักครับ

หรือยากินก็จะถูกเชียร์ว่าใช้ยานอกดีกว่า  น่าใช้  หายได้  ตบท้ายด้วย “ราคาแพง” ส่วนการผ่าตัดนั้นก็จะถูกจัดขึ้นอย่างว่องไวเพื่อให้สบายใจทั้งคนผ่าตัดและสนองนี้ดของผู้มีทรัพย์

ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 10 ภัยสุขภาพของคนมีตังค์

การมีเงินมากในสังคมที่มีการพาณิชย์สูงอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปครับ  ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี  แต่ท่านก็มีแนวโน้มที่จะตกหลุมดำกลายเป็น “หนูทดลอง” โดยไม่รู้ตัว

ยกตัวอย่างง่ายๆ  มีการทดลองใช้ “สเต็มเซลล์” ในผู้ป่วยที่มีฐานะร่ำรวยกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับโรคที่ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ  แต่คนไข้ก็ถูกพูดให้ฟังจนเคลิ้มว่าจะเป็น “ความหวังใหม่” ที่เจิดจรัส

แพงแค่ไหนก็ยอมจ่าย และยอมพลีกายเป็นหนูทดลอง

แต่อย่าลืมทีเดียวนะครับว่า  ถ้ามันเป็นประกายแห่งความหวังจริง  แถมยังเป็นการทดลองด้วยก็ไม่น่าจะแพงบ้าเลือดเป็นหลักแสนหลักล้าน

ถ้ายังเป็นแค่การทดลองและอยากให้คนไข้หาย  ก็ไม่น่าจะขายกันแพงอุตลุด

ถ้าท่านอยากจะหยุดวงจรนี้ไม่ยากครับ  ขอให้อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้ว่ามีอะไรที่จะเข้ามาหาท่านได้บ้างในชีวิตจะได้ตั้งรับไว้

  • 1) ยาเยอะ มีแนวโน้มที่จะได้รับยาที่อ้างว่าเป็น “ยาใหม่” “ยานอก” จนฟังดูเหมือน “ยาดี” กว่าคนอื่น  แต่จริงแล้วยาใหม่นั้นมีหลายชนิดที่มีผลข้างเคียงยังไม่ทราบแน่ชัดเพราะเพิ่งถูกใช้มาไม่นาน  แต่คนที่มีตังค์ก็อาจได้สิทธิ์ “หนูลองยา” นั้นไปก่อนฟรีๆด้วยความเต็มใจก็ได้ครับ
  • 2) หมอเยอะ ยิ่งคุณหมอเยอะก็ใช่ว่าจะยิ่งดีเสมอไปนะครับ  เพราะอย่าลืมว่าคุณหมอแต่ละท่านก็มีแนวคิดของตัวเอง  มันอาจมาพร้อมกับการเสียเลือดเลือด กินยาเยอะและที่สำคัญคือตรวจเยอะโดยไม่จำเป็นได้ครับ
  • 3) ตรวจเยอะ นี่คือผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากท่านถูกพาไปตรวจจนช่ำปอดจากแผนกต่างๆสุดแล้วแต่ทุนทรัพย์จะอำนวยแล้ว  คุณหมอผู้เชี่ยวชาญแต่ละแผนกก็จะพาท่านไปตรวจอย่างละเอียดในสำนักของท่าน  ยิ่งมากสำนักท่านก็ต้องเสี่ยงกับการเสียเลือด,รับรังสีเอ็กซเรย์จากการสแกน และหนักไปกว่านั้นคือท่านอาจได้คำตอบว่า “ตรวจไม่พบความผิดปกติ” ได้ง่ายๆ
  • 4) เสี่ยงผ่าตัดเยอะ เมื่อพบกับคุณหมอและการตรวจแล้ว  การส่งตัวไปผ่าตัดก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว  ฟังดูว่าทุกการผ่าตัดต้องมีกฏเกณฑ์ตายตัว  แต่ในความจริงไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ  ยกตัวอย่างผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี  คุณหมอท่านหนึ่งอาจบอกส่องกล้องได้  แต่อีกท่านบอกผ่าธรรมดาปลอดภัยกว่า  พูดง่ายๆว่าท่านอาจเสี่ยงผ่าตัดได้มากหากปักใจเชื่อแต่คำแนะนำเดียว
  • 5) สเต็มเซลล์และวิตามินต้านชราเยอะ คนมีเงินในยุคนี้ถูกรุมจากธุรกิจสุขภาพเยอะครับ  เพราะของพวกนี้มีราคาสูงและเป็นธุรกิจใหญ่ในวงการสุขภาพมาก  จึงถูกนำมาเชียร์ขายกันในหมู่ผู้มีกำลังซื้อสูง  อย่างสเต็มเซลล์เพื่อชะลอวัยก็ยังไม่มีงานวิจัยรับรองแต่ก็ถูกนำมาเชียร์ขายแม้ในวงการแพทย์เอง  ด้วยคำตอบเพียงอย่างเดียวคือ “เพื่อเงิน”
  • 6) ฮอร์โมนเยอะ  คนไม่อยากแก่(แต่มีเงิน)มีความหวังอยู่ในใจลึกๆว่าต้องมีของวิเศษมาช่วยชะลอวัยได้  จึงทำให้ธุรกิจ “ขายความสวย” มีเม็ดเงินสะพัดมหาศาล  เรื่องการฉีดฮอร์โมนแล้วช่วยให้ไม่แก่นั้นมีอยู่จริงครับ  แต่เป็นสิ่งที่ต้องแลกมา  ขอท่านที่รักจำคำนี้ไว้ให้ดีครับ  ว่าท่านอาจต้องแลกกับ มะเร็ง ที่มาจากฮอร์โมนและแลกกับอันตรายที่มาจากฮอร์โมนสังเคราะห์
  • 7) เสริมสวยเยอะ ซื้อคอร์สมาก ยิ่งกระเป๋าคุณหนักก็ยิ่งเป็นเป้านิ่งของการขายคอร์สสุขภาพต่างๆนาๆ  เพราะว่าธุรกิจเสริมสวยอยู่ได้ด้วยการขายคอร์สกับครีมกวนเองราคาแพงหูฉี่  ดังนั้นถ้าคุณคือคนที่พร้อมจ่าย  คุณก็จะต้องจ่ายอยู่เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด  ถ้าจะหยุดก็ต่อเมื่อคุณหมดตัวนั่นละครับ  เรื่องเสริมสวยนี่ต่อให้มีมากเท่ามากก็หมดได้ครับ 
  • 8) ถูกเชียร์ให้เป็นหนูทดลองของใหม่(แต่แพงยาใหม่ ทรีตเมนต์ตัวใหม่ วิตามินและการล้างพิษแบบใหม่ๆที่แพงแสนแพง  เกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน  อาจมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูน่านับถือมาชักชวนให้คุณใช้เพราะได้กลิ่นเงินที่อยู่ในกระเป๋าที่ปิดไม่มิด  ชีวิตที่พร้อมจ่ายจะเข้าสู่อันตรายก็เพราะเหตุนี้ครับ  ถ้าเขาทั้งรักทั้งห่วงสุขภาพของคุณจริงก็น่าจะให้ใช้ทดลองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่านะครับ
  • 9) ผู้หวังดีเยอะ ผู้หวังดีที่ว่ามีทั้งจากคุณหมอเองและผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือ  พูดถึงสรรพคุณการรักษาแบบต่างๆ ทั้งล้างพิษ,คีเลชั่น,ฉีดวิตามิน,กินฮอร์โมน,สแกนเลือด,ฉีดสเต็มเซลล์ให้หนุ่ม,ร้อยไหม  ใช้สารพัดวิธีที่เอามาแนะนำยามท่านป่วย  ก็ขอให้ท่านใช้เทคนิคดูง่ายๆก็แล้วกันครับว่า “ถ้ามันดีจริงก็น่าจะถูกใช้กันในโรงเรียนแพทย์ด้วย” เพราะของดีย่อมเป็นสากลถูกไหมครับ
  • 10) กินของดีซ้ำซาก ของดีจะเป็นผู้ร้ายได้ถ้าได้รับมากเกินไป  คนมีสตางค์มักมีแนวโน้มกินดีอยู่ดี  มีแนวโน้มที่จะมี ไขมันเกาะตับ, นอนไม่หลับเพราะอยู่ดึก, ติดอัลกอฮอล์จากไวน์และบรั่นดี ฯลฯ  นอกจากนั้นความสบายอาจทำให้ลืมออกกำลังกายซึ่งเป็นวิธีล้างพิษง่ายๆขั้นมาตรฐาน  ในบางท่านกินโสม,หูฉลาม,ถั่งเฉ้าหรือสมุนไพรราคาแพงบ่อยครั้งจนได้รับโลหะหนักและยาฆ่าแมลงตกค้างอย่างไม่รู้ตัว  ดังนั้นการกินดีอยู่ดีที่มากเกินไปอาจจำเป็นต้องแลกมาด้วยชีวิตได้  แก้ง่ายๆคือ “กินอย่างพอดี” ดีกว่าครับ

 

หลายท่านที่มีสตางค์บอกว่า “เสียตังค์ไม่ว่าถ้าหาย” หรือขอให้หายป่วยเถิด  ท่านที่รักทราบไหมครับว่า  ความคิดนี้เองที่ทำลายสุขภาพของเราได้  เพราะในโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งนำเครื่องมือที่ยังไม่ถือเป็นมาตรฐานในการรักษามาใช้รักษามะเร็ง,รักษาโรคและสแกนหาโรคภัยไข้เจ็บ  ทั้งที่รู้ดีว่ามันไม่ใช่เครื่องมือมาตรฐานทางการแพทย์  แต่ด้วยคนไข้ที่มี “สตางค์ถึง” ก็จะถูกบรรจงเชียร์ให้ใช้ให้ทดลอง

ต้องดูให้ดีนะครับ  เพราะหลายอย่างมีผลข้างเคียงแต่ถูกปิดเงียบไว้

เสียตังค์น่ะไม่ว่าครับแต่ถ้าเสียสุขภาพนี่มันไม่คุ้มกันเลยครับ

ถึงบรรทัดนี้หลายท่านอาจรู้สึกว่าการแพทย์มันต้องมีหลักการทั้งการให้ยาและการผ่าตัดย่อมต้องมีกฏเกณฑ์

ถูกอยู่ครับ แต่มันไม่ตายตัว

คำสำคัญอยู่ที่ ขึ้นกับวิจารณญาณของแพทย์

มันก็เหมือนกับเวลาท่านเป็นหวัด  ท่านก็ยังรู้สึกว่าไม่ต้องกินยาได้  แต่เพื่อนรอบข้างอาจบอกให้ท่านรีบกินยาดีกว่า  เห็นไหมครับแม้ตัวท่านเองก็ยังมีความคิดที่ต่างออกไปได้

จึงไม่น่าแปลกที่คุณหมอต่างคนก็ต่างคิดของตัวเองแม้ในหลักใหญ่จะเหมือนกันแต่ในทางปฏิบัติแล้วต่างกันแน่นอนครับ  เขาจึงเรียกว่าการประกอบโรค “ศิลปะ” เพราะมันเป็นศิลป์เฉพาะบุคคลจริงๆ  ขอท่านที่รักอย่าคิดว่าสิ่งนี้มีหมอเท่านั้นที่ทำได้นะครับ

ตัวท่านเองต่างหากครับคือศิลปินที่เก่งสุด

ร่วมให้กำลังใจกัน ด้วยการแสดงความคิดเห็น

>

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *